วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เรียนรู้เรื่องความเครียด


ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้าง ภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเอง เช่นความต้องการเรียนดี ความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีมันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งมี่ทั้งผลดีและผลเสีย
ชนิดของความเครียด
Acute stress คือความเครียดที่เกิดขึ้นทันทีและร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทันทีเหมือนกันโดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เมื่อความเครียดหายไปร่างกายก็จะกลับสู่ปกติเหมือนเดิมฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปกติ ตัวอย่างความเครียด
เสียง
อากาศเย็นหรือร้อน
ชุมชนที่คนมากๆ
ความกลัว
ตกใจ
หิวข้าว
อันตราย

Chronic stress หรือความเครียดเรื้อรังเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวันและร่างกายไม่สามารถตอบสนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้น ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง

ภาวะเลือดกำเดาไหล

จำได้ว่าเมื่อสมัยยังเป็นเด็กนั้น หากวันไหนไปซุกซนในวันที่แสงแดดแผดเผาแรงกล้าล่ะก็ เป็นได้เลือดออกจมูกทุกครั้งไป และเมื่อเห็นอย่างนี้ทีไรก็อดไม่ได้ที่จะเกิดอาการกลัว พาลจะอาเจียนวิงเวียนเอาได้ง่ายๆ ด้วยความที่เรายังเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็มักจะบอกว่าไม่ต้องตกใจไป ให้เงยหน้าขึ้นสูงๆ สักพักเลือดที่กำลังไหลพลั่กๆ เหล่านั้นก็หยุดไหลไปซะดื้อๆ
เลือดกำเดาคืออะไร?
ตามที่เราเข้าใจและรับรู้มานั้นนั้น เลือดกำเดาคือเลือดที่ไหลออกมาจากโพรงจมูก หรือบริเวณหลังจมูก แต่รายละเอียดที่มากกว่านั้นแต่เราอาจทราบไม่หมดก็คือ เลือดที่ไหลออกมา 95 เปอร์เซ็นต์ ตำแหน่งที่เลือดไหลออกมาจะอยู่ที่เยื่อบุจมูกส่วนหน้าของผนังกั้นกลางจมูกทั้งสองข้างที่อยู่ใกล้ๆ ปลายจมูก โดยส่วนมากเลือดกำเดาเกิดจากการแตกของเส้นเลือดฝอยเล็กๆ ในเยื่อบุจมูก ซึ่งพบมากในเด็กเล็กและไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้ใหญ่แล้ว เลือดกำเดาที่เกิดจากสาเหตุบางประการอย่างเส้นเลือดใหญ่แตก เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งในจมูก เหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายทั้งสิ้น
ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับเลือดกำเดา
สำหรับอาการของเลือดกำเดาไหลนั้น เรามักจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นได้เฉพาะกับเด็กๆ หรือผู้ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นเท่านั้น เนื่องจากเด็กๆ จะมีผนังเยื่อบุจมูกที่บางกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นเมื่ออยู่กลางแจ้งท่ามกลางแดดที่ร้อนเปรี้ยงนานๆ อุณหภูมิที่ร่างกายก็จะสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ที่อยู่ในโพรงจมูกเกิดการฉีกขาดและเกิดอาการเลือดกำเดาไหล และอีกสาเหตุคือเด็กๆ มักจะซุกซน ถ้าไม่วิ่งชนนู่นนี่ก็หกล้ม หรือบางทีก็ชอบงัดแงะแกะเกาในจมูกของตัวเอง ซึ่งก็ทำให้เลือดกำเดาไหลได้เช่นกัน แต่นั่นคือความเข้าใจที่ถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะภาวะเลือดกำเดาไหลนั้นเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ใหญ่หรือคนชรา
สาเหตุหลักของที่มาแห่งการเกิดเลือดกำเดา
นอกจากอาการที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นแล้ว เลือดกำเดายังสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไป
- อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยตรงบริเวณศีรษะและใบหน้าจนทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อเยื่อโพรงจมูก รวมทั้งการผ่าตัดบริเวณโพรงจมูกและไซนัส เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เส้นเลือดฉีกขาดจนทำให้เลือดกำเดาไหลได้ทั้งสิ้น
- ผู้ป่วยที่มีอาการหวัดเรื้อรัง หรือเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกที่อาจไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม
- เกิดอาการอักเสบและติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นโพรงจมูกอักเสบ หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งหากเป็นประการหลังผู้ป่วยจะมีอาการคัดจมูกจนหายใจไม่สะดวก มีเสมหะไหลลงคอ จนถึงมีอาการไข้ปวดศีรษะ และปวดบริเวณที่ไซนัสอักเสบ
- มีอาการของโรคริดสีดวงจมูก ซึ่งจะมีเลือดกำเดาไหลแบบเป็นๆ หายๆ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังเป็นตัวกระตุ้นให้เลือดกำเดาไหลมากหรือน้อยอีกด้วย
- เป็นมะเร็งที่โพรงจมูก มะเร็งที่ไซนัส และมะเร็งที่บริเวณกระโหลกศีรษะ
- ผู้ป่วยที่มักจะรับประทานยาบางประเภทอยู่เป็นประจำ เช่น ยาแก้ปวด ยาแอสไพริน หรือยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งยาเหล่านี้มักจะทำให้เลือดไหลง่ายกว่าปกติ
- ผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินซี และวิตามินเค เป็นต้น
- ผู้ที่อยู่ในที่ที่มีอากาศที่เย็น แห้งและมีความชื้นต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้เยื่อจมูกแห้งและเปราะ
- ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง จะพบได้บ่อยๆ ในวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ รวมทั้งครอบครัวที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคความดันโลหิตสูงซึ่งจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งในกรณีนี้อาจเรียกได้ว่าภาวะกำเดาไหลนั้นเป็นสัญญาณบอกเหตุถึงโรคที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง
- ผู้ที่มีเลือดออกง่าย หรือผู้ที่เป็นโรคเลือดไหลไม่ยอมหยุด ซึ่งแสดงถึงความผิดปกติของเกล็ดเลือด หรือกลไกการแข็งตัวของเลือด จึงทำให้เลือดกำเดาไหลได้ง่าย
ภาวะเลือดกำเดาไหลนั้น ถึงแม้ว่าบางชนิดอาจจะไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ก็อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นภาวะซีดหรือความดันโลหิตต่ำ และหากพบว่าเลือดไหลออกมาไม่หยุดหรือมีมากกว่าปกติล่ะก็ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดทันที เพราะไม่แน่ว่าสิ่งที่เราคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญโดยไม่รู้ตัว

เทคนิคการอ่านหนังสือให้เข้าใจ


อ่านแล้วเข้าใจ เข้าใจแล้วจด จดแล้วจำ จำแล้วทำให้ได้




            นี่เป็นปรัชญาที่ใช้กันมานาน บางคนก็อาจจะรู้อยู่แล้ว ในการที่เราจะจำเนื้อหาของเรื่องที่เรียนไปได้แม่น มันต้องเกิดจากความเข้าใจในเนื้อหานั้นก่อน ไม่ใช่สักแต่ว่าจำ จำอย่างเดียว จำแบบไม่เข้าใจอะไรเลย การจำแบบนี้เป็นการจดจำระยะสั้น และไม่สามารถนำไปใช้ในการทำข้อสอบแบบวิเคราะห์ได้ เพราะในขั้นตอนการจำ ไม่มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เป็นไป เลยทำให้ไม่รู้หลักเหตุและผล ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น หากข้อสอบออกมาไม่ตรงกับที่จำไป ก็จบเห่น่ะสิ

 การเขียนหรือการจดโน้ต

เป็นวิธีที่จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อนเขียนเราต้องเข้าใจอยู่แล้วว่าจะเขียนอะไรลงไป อย่าลอกตามหนังสือไปทั้งดุ้น และอย่าจดแบบให้มันเสร็จ ๆ ไป หรือจดแบบให้มีตามเพื่อน (เป็นกระแสนิยม) เพราะมันจะไม่ได้ผลอะไรเลย ควรจะสรุปประมวลออกมาเป็นเนื้อความ ตามที่เราเข้าใจ ซึ่งต้องเข้าใจอย่างถูกต้องด้วย อาจตรวจสอบโดยการผลัดกันตอบคำถามกับเพื่อน หรือถามครูอาจารย์ ดังนั้นอย่าขี้เกียจเขียนเลย เขียนเอง อ่านเอง ผลที่ได้ก็อยู่ที่ตัวเองทั้งนั้นแหละ

 คราวนี้ก็มาถึงการท่องจำ

            ส่วนใหญ่เมื่อเรารู้เรื่อง เราก็จะจำบางส่วนของเนื้อหาได้แล้ว นอกจากบางวิชา เช่น ชีวะฯ สังคม ที่เป็นวิชาท่องจำซะส่วนใหญ่ อาจต้องมีการมาท่องจำเพิ่มเติม การอ่านออกเสียงดัง ๆ ก็ช่วยให้จำดีขึ้น แต่ไม่ควรจะรบกวนผู้อื่น (มิฉะนั้นอาจจะได้รับสิ่งไม่พึงปรารถนา) การจำศัพท์ภาษาอังกฤษ อาจใช้วิธีเขียนใส่กระดาษแล้วแปะตามข้างฝาที่เรามองเห็นหรือผ่านตาเป็นประจำ เช่น ฝาข้างที่นอน ประตูห้องสุขา (ที่บ้านของตัวเองนะ) ตามที่ที่เราต้องเห็นทุกวัน อ้อ... ประตูของตู้เย็นก็ดีนะ เพราะเปิดออกจะบ่อย ก็หันมาเหลียวแลศัพท์ที่ตัวเองแปะไว้บ้าง เห็นบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เข้าสมอง

 เวลาที่ดีสำหรับการอ่าน

            เคยมีคนบอกว่าเวลาที่ดีที่สุด คือ ตอนเช้า เพราะร่างกายและสมองของเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ มีการจัดระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้พร้อมกับการใส่ข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไป อันนี้เป็นเรื่องจริง แต่สำหรับคนที่ตื่นเช้าไม่ไหว เวลาดึก ๆ ที่เงียบ ๆ ก็ได้ เพราะความเงียบทำให้สมองเราสามารถคิดสิ่งต่างๆ ได้ดี แต่อาจจะไม่เท่าตอนเช้า เพราะสมองเราต้องเหนื่อยจากการเรียนมาแล้วทั้งวัน บางคนยังมีการเรียนพิเศษตอนเย็นอีก การอ่านหนังสือตอนกลางคืน ควรจะอ่านเท่าที่ร่างกายรับได้ พอเริ่มง่วงสัก 5 ทุ่มก็ควรเข้านอน แล้วก็ตั้งนาฬิกาปลุกตอนตี 3 ตี 4 ตี 5 แนะนำให้ตั้งนาฬิกาปลุกก่อนเวลาที่ต้องตื่นไปสักครึ่งชั่วโมง เพื่อที่เราจะได้มีเวลาเกลือกกลิ้งอยู่บนที่นอนก่อนสักพัก ถึงค่อยลุกไปล้างหน้าล้างตา มานั่งอ่าน ขอย้ำว่าควรทำให้ตัวเองตื่นเต็มที่ก่อนจะอ่าน เพราะไม่งั้นเดี๋ยวก็หลับคาหนังสืออีกจนได้

 เวลาที่ไม่เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือเรียนเลย

            คือ ช่วงบ่ายหลังจากกินข้าวเสร็จอิ่ม ๆ เคยได้ยินสุภาษิตไทยที่ว่า... พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน หรือเปล่า เพราะช่วงบ่ายจะเป็นช่วงที่คนเรามีความง่วงนอน อ่านไปก็หลับ ยิ่งหนังสือเรียนด้วย และไม่ควรนอนอ่านหนังสือ โดยเฉพาะบนเตียง ขอบอกว่าหลับแน่ ๆ ไม่ใช่อ่านนิยายนี่ มันจะน่าติดตาม จนอยากอ่านให้จบ

            การอ่านหนังสือ ควรจะอ่านในสถานที่ที่สงบเงียบ และสมองของเราต้องพร้อมที่จะรับเรื่องใหม่ ๆ นั่นแหละการอ่านถึงจะได้ผลสูงสุด